2006/Apr/04

หนาวใจในกรุง

เมื่อคืนนอนฝันถึงแม่ ในภาพฝันนั้นแม่นั่งอยู่ข้างเปล ร้องเพลงกล่อมผมซึ่งนอนอยู่ในเปล เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ผมคุ้นเคยร้องออกจากใจของแม่เอง นอนส่าหลา หลับตาแม่สิกล่อม หากบ่นอนบ่ให้กินกล้วย แม่ไปใฮ่สิหมกไข่มาหา แม่ไปนาสิหมกปลามาป้อน ในความฝันอันพริบพรายของผมนั้น เสียงของแม่ช่างเหงาวังเหว่เสียเหลือเกิน ช่างเป็นความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวนัก ความไม่แน่ใจต่อการรอคอยลูกที่จะกลับไปเยี่ยม คงทำให้แม่เศร้าใจไม่น้อย...

ผมตื่นขึ้นมานั่งทบทวนความฝัน ทำให้ผมคิดถึงวันเวลาที่ล่วงเลยผ่านมาว่าผมเคยทำอะไรเพื่อท่านบ้าง หรือเพียงแต่ทำงานเลี้ยงชีวิตตัวเองไปวัน ๆ นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้าน หากไม่ใช่ความฝันเพียงวาบหนึ่งผมคงไม่รู้สึกคิดถึงบ้านคิดถึงแม่เลย แม่ของผมเคยร้องเพลงกล่อมลูกเพลงนั้นที่ข้างเปลของผมเมื่อยังเป็นเด็ก ในความจำอันแจ่มชัดแม่จะร้องเพลงกล่อมเมื่อเอาผมเข้านอน

ตอนกลางคืน นอกจากเพลงกล่อมแล้ว แม่ยังเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนด้วยในบางคืนซึงผมก็พบว่านิทานนั้นดีเท่าๆกับเพลงกล่อมก่อนนอนของอีสานเราที่เดียว มาถึงวันนี้ วันที่ผมต้องร้องเพลงกล่อมลูกเบา ๆ มันทำให้ผมนึกถึงแม่มาก มนุษย์เราสะสมนิทานมามากมาย ทุกชาติทุกภาษาต่างมีนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา ผมคิดว่ามนุษย์เราคงสร้างสรรค์นิทานมาพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา จินตนาการและความคิดฝันยังคงนำเราให้เดินต่อไปข้างหน้า ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ทั้งยังตามมันไปสร้างสรรค์นิทานทุกเรื่องและเพลงกล่อมเด็กทุกเพลงบนโลกนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีของเด็ก เป็นจินตนาการที่ไว้ใจได้อย่างเต็มที่แต่บางครั้งมันก็มีสองด้านเหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ซึ่งด้านหนึ่งเป็นจินตนาการที่ถูกต่อเติมด้านหนึ่งเป็นจินตนาการของเราเอง... มันไม่ใช่เล่ห์กลตลบตะแลงอะไร หากแต่เป็นวิถีของโลกตามปรกติเท่านั้น ตรงที่มีแสงสว่างย่อมจะมีเงามืดเสมอ และตรงที่มันสว่างย่อมจะมีความเป็นสีดำอยู่ด้วยเสมอ...ผมมองผ่านชีวิตที่ผ่านมาในวัยเด็ก ชีวิตผมอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ทุ่งนา อยู่กับกลิ่นโคลนสาปควายและแมกไม้ในชนบท ซึ่งรู้สึกยากที่จะแต่งนิทานทำนองนั้น

ม่านหมอกของคืนวันได้ผ่านเข้ามารุมเร้าผมให้ต้องเดินทางออกจากบ้าน ฝากทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำอันเลือนรางที่เป็นภาพเก่าที่ไร้คุณค่าสำหรับคนอื่น แต่มันมีน้ำหนักกดทับผมเสมอเมื่อยามคิดถึงมัน ผมไม่รู้ว่าผมก้าวผ่านห้วงเวลาเช่นนั้นมาได้อย่างไร ผมมองไปรอบๆ ก็เห็นเมืองใหญ่เมืองกรุง ถนนที่ผงาดทั้งเรียบทางเท้าและลอยฟ้า รถราที่วิ่งจอแจ ช่วงเวลาขณะที่ผู้คนไปแออัดคลาคล่ำ ตำรวจจราจรคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวอยู่ตรงกลางสี่แยก อาคารแห่งหนึ่งปิดโฆษณาเชิญชวนให้ออมทรัพย์ด้วยการฝากธนาคารเอาไว้ ดูประดุจการสร้างรากฐานเพียงเพื่อรอความผิดพลาด...

ใจผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงป่าเขาในท้องนาที่บ้าน คนในเมืองมากหน้าหลายตา จิตใจแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ยุคก่อนต่างเคยเดินทางผ่านป่าดงดิบที่ไกลลิบที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลกนี้ แต่คุณเชื่อเถิดว่า...ไม่มีสัตว์ป่าตัวใดเลยที่เคยเดินทางผ่านเมือง สัตว์ที่จะอยู่ในท่ามกลางกับมนุษย์เราได้นั้นก็มีเพียงที่เป็นทาส และนกที่เป็นเสมือนกาฝากคือ หมู แมว สุนัข ม้า นกกระจิบกระจาบ นกพิราบและอีกา ผมเชื่อว่ามนุษย์เรากลัวความอ้างว้างรกชัฏ แต่มนุษย์กับไม่กลัวป่าคอนกรีตที่มีรูปทรงเลขา ผลิตและใช้จ่ายทรัพย์พยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้เพียงพอ ผมมีความเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อใดเราใช้ทรัพย์พยากรเกินขอบเขตที่ธรรมชาติจะผลิตหรือเกิดขึ้นทดแทนสิ่งเก่าได้ เมื่อนั้นธรรมชาติก็จะส่งสัญญาเตือนเรา แต่เมื่อเราไม่ฟังธรรมชาติก็จะถาโถมมนุษย์เราโดยที่เราไม่รู้ตัว...

ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าข้างนอกและได้เห็นว่าทีที่ผมซ่อนตัวอยู่นั้นเป็นห้องเช่าเล็กๆ ลูกน้อยของผมนอนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง มองออกไปข้างนอกเห็นเสาคอนกรีตมหึมาอาคารสูงลิบลิ่ว ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีฟ้ากระจ่าง สะท้อนกับสายน้ำเกิดเป็นแสงสว่างของยามกลางวัน เกิดเป็นแรงพลังใจ และความหวังที่คุ้นเคยมอบให้แก่มนุษย์ผู้มีความคิดฝันเพื่อจะอยู่ในวันพรุ่ง ฤดูกาลมักนำสิ่งต่างมาให้เสมือนอย่างน้อยก็อากาศที่เปลี่ยนแปร และแล้วผมก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อลูกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมตัดสินใจพาลูกไปดูหนัง ผมจะพาลูกไปรู้จักกับสิ่งมหัศจรรย์ของยุคเรา ไปรู้จักกับความฝันอันสดใสที่จะมีไดในขณะที่ลืมตาตื่นอยู่ ขณะที่เดินไปตามถนน ลูกของผมก็พูดขึ้นว่า แกจะเข้าห้องน้ำ ผมจึงพาแกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ โชคดีไม่มีใครอยู่เลย ธุระของเราผ่านไปด้วยความเบิกบาน ในขณะที่เราทำธุระอยู่ในห้องน้ำอยู่นั้นเสียงโครกครากดังอยู่รอบๆ ตัวเรา ผมรู้สึกสงบและเป็นสุข ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่หาได้ยาก เมื่อเสร็จแล้วผมก็ออกจากห้อง และตอนนั้นเองได้มีชายจมูกคดก็เดินซอยเท้าเข้ามา ผมคว้าตัวลูกน้อยขึ้นมาอุ้มแล้วลงบันไดออกไปด้านนอกพระอาทิตย์ก็ทักทายเราอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนที่ผมไปถึงโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกเสมือนฝันอยากให้ลูกของผมได้รับรู้ถึงจินตนาการที่มนุษย์เราสร้างขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด หนังบางเรื่องบ่งบอกถึงจินตนาการถึงโลกอนาคตและภัยของเทคโนโลยีที่ตามมา...ที่เป็นเศษเสี้ยวเศษเหล็กและสารเคมีต่าง ๆ ที่เทคโนโลยีสร้างขึ้นแล้วทิ้งให้เป็นภาระของธรรมชาติในการย่อยสลาย แต่ธรรมชาติก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ ต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปีกว่าจะย่อยสลายไปได้ทั้งนี้ก็เป็นเพราะมนุษย์มีความก้าวไกลทางด้านความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และมนุษย์ก็เป็นสายพันธ์เดียวที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อผลของตนเองที่ได้กระทำ บางครั้งก็ยกให้อนุชนรุ่นหลังเป็นผู้มาแก้ไข ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นปู่กระทำ แต่พวกเขากับต้องมารับชะตากรรมของคนรุ่นหนึ่งทำไว้โดยไม่อาจปฏิเสธ...

หนังบางเรื่องก็เล่าถึงอารยธรรมของคนรุ่นเก่าบรรยายธรรมชาติได้งดงาม จนบางครั้งจิตใจผมสงบนิ่งยังกับว่าได้เข้าไปสัมผัสโลกแห่งธรรมชาตินั้นเสียเอง มองในแง่กลับกันผมก็เป็นเสมือนนักดื่มด่ำอารมณ์ภายในจินตนาการ ไม่สามารถเป็นนักดื่มกินธรรมชาติได้อย่างคนอื่นเขา ย้อนมองดูตัวเองแล้วคล้ายผีเสื้อที่ติดค้างหนี้ของธรรมชาติ ดูดดื่มเกสรอิ่มสราญแล้วบินจร เปรียบเสมือนมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาเสพสุขแล้วตายจากโลกนี้ไป ไม่มีทั้งคุณงามความดี ไม่มีทั้งความชั่วให้ใครต้องขุดค้น

ผมซื้อตั๋ว คนเดินตั๋วพาเราไปนั่ง ลูกผมนั่งมองจอตาแป๋วเมื่อหนังเริ่มฉาย ฉากเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ในโลกกว้างปรากฏบนจอ เขตก่อสร้างเก่าที่เหมือนกับกงขังผุดขึ้นในที่รกร้างท่ามกลางเสียงกึกก้องของแรงงานคนที่กำลังทำกันอยู่กับแสงจ้าจัดของไฟช่างเชื่อม พวกฮิปปี้พากันร้องเพลงอย่างอสระเสรีชีวิตพวกเขาคล้ายนกคิดจะโผบินก็บิน คิดจะไปก็ไปคิดจะทำก็ทำโดยไม่คำนึงถึงวันวานหรือกระทั่งวันพรุ่งนี้ ดูประหนึ่งเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาที่เด็กวัยรุ่นบางคนเอาไปเรียนแบบ นักการเมืองผู้คอปรับชั้นโค้งคำนับกัน มอบสาสน์ลับแล้วก็จับมือกันอย่างภาคภูมิเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ฟังดูเศร้าขรึมภายใต้ภาพธงทิวที่โบกสะบัดปลิวไสว แล้วตัดภาพไปสู่ภาพมวลดอกไม้คล้ายกับฤดูใบไม้ผลิเต็มที่ ดอกไม้เหล่านั้นออกดอกบานสะพรั่ง ลูกชายของผมหลับแล้วแกหายใจอย่างสม่ำเสมออยู่ในอ้อมกอดของผม ภาษาของภาพยนตร์ยังคงยากเกินกว่าที่แกจะเข้าใจได้ ผมแตะริมฝีปากลงบนหน้าผาลูกเพื่อทดสอบดูความร้อนในตัวแก พร่างนึกด่าตัวเองที่พาลูกออกมาโดยไม่ถามความรู้สึกในใจเขาบ้าง ผมมองดูลูกอีกครั้งก่อนที่จะมองไปยังทางออก แล้วจึงลุกขึ้นแล้วมุ่งไปสู่ทางออก เดินผ่านคนที่กำลังจ้องมองจอใบหน้าพวกเขาขาวโพลนอยู่ในความมืด และดูเหมือนจะดื่มด่ำกับสิ่งที่กำลังชมอยู่

หลายครั้งที่ผมทักถามตัวเองว่าเมื่อเราเข้าโรงหนังเราต้องการอะไรจากหนังที่เราดูบ้าง หลายคนตอบว่าเราเอาความมันและอารมณ์ผ่อนคลายเป็นหลัก หากเพียงแค่สองอย่างนี้เรารับได้จริงหรือ หนังบางเรื่องก็ให้อารมณ์ที่สุขทุกข์แก่คนดูไม่ใช่น้อย แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ค่อยได้ว่าผมดูหนังเพื่ออะไร มันอาจจะอยู่ที่ห้วงอารมณ์เหมือนใครบางคนเคยบอกเอาไว้ แต่วันนี้ผมกลับดูหนังไม่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าผมดูหนังไม่เป็นก็แล้วกัน เมื่อผมเดินออกจากโรงหนังลูกน้อยของผมก็หลับในอ้อมกอดของผม แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวสว่างจ้าทาบทาทุกพื้นที แสงเต้นระยิบดุจเปลวไปเมื่อมองไปบนถนนยางมะตอย ผมเดินไปเรื่อยๆ หยุดพักบ้างในร่มเงาไม้ที่เย็นสบาย