2006/Apr/04

หนาวใจในกรุง

เมื่อคืนนอนฝันถึงแม่ ในภาพฝันนั้นแม่นั่งอยู่ข้างเปล ร้องเพลงกล่อมผมซึ่งนอนอยู่ในเปล เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ผมคุ้นเคยร้องออกจากใจของแม่เอง นอนส่าหลา หลับตาแม่สิกล่อม หากบ่นอนบ่ให้กินกล้วย แม่ไปใฮ่สิหมกไข่มาหา แม่ไปนาสิหมกปลามาป้อน ในความฝันอันพริบพรายของผมนั้น เสียงของแม่ช่างเหงาวังเหว่เสียเหลือเกิน ช่างเป็นความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวนัก ความไม่แน่ใจต่อการรอคอยลูกที่จะกลับไปเยี่ยม คงทำให้แม่เศร้าใจไม่น้อย...

ผมตื่นขึ้นมานั่งทบทวนความฝัน ทำให้ผมคิดถึงวันเวลาที่ล่วงเลยผ่านมาว่าผมเคยทำอะไรเพื่อท่านบ้าง หรือเพียงแต่ทำงานเลี้ยงชีวิตตัวเองไปวัน ๆ นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้าน หากไม่ใช่ความฝันเพียงวาบหนึ่งผมคงไม่รู้สึกคิดถึงบ้านคิดถึงแม่เลย แม่ของผมเคยร้องเพลงกล่อมลูกเพลงนั้นที่ข้างเปลของผมเมื่อยังเป็นเด็ก ในความจำอันแจ่มชัดแม่จะร้องเพลงกล่อมเมื่อเอาผมเข้านอน

ตอนกลางคืน นอกจากเพลงกล่อมแล้ว แม่ยังเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนด้วยในบางคืนซึงผมก็พบว่านิทานนั้นดีเท่าๆกับเพลงกล่อมก่อนนอนของอีสานเราที่เดียว มาถึงวันนี้ วันที่ผมต้องร้องเพลงกล่อมลูกเบา ๆ มันทำให้ผมนึกถึงแม่มาก มนุษย์เราสะสมนิทานมามากมาย ทุกชาติทุกภาษาต่างมีนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา ผมคิดว่ามนุษย์เราคงสร้างสรรค์นิทานมาพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา จินตนาการและความคิดฝันยังคงนำเราให้เดินต่อไปข้างหน้า ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ทั้งยังตามมันไปสร้างสรรค์นิทานทุกเรื่องและเพลงกล่อมเด็กทุกเพลงบนโลกนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีของเด็ก เป็นจินตนาการที่ไว้ใจได้อย่างเต็มที่แต่บางครั้งมันก็มีสองด้านเหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ซึ่งด้านหนึ่งเป็นจินตนาการที่ถูกต่อเติมด้านหนึ่งเป็นจินตนาการของเราเอง... มันไม่ใช่เล่ห์กลตลบตะแลงอะไร หากแต่เป็นวิถีของโลกตามปรกติเท่านั้น ตรงที่มีแสงสว่างย่อมจะมีเงามืดเสมอ และตรงที่มันสว่างย่อมจะมีความเป็นสีดำอยู่ด้วยเสมอ...ผมมองผ่านชีวิตที่ผ่านมาในวัยเด็ก ชีวิตผมอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ทุ่งนา อยู่กับกลิ่นโคลนสาปควายและแมกไม้ในชนบท ซึ่งรู้สึกยากที่จะแต่งนิทานทำนองนั้น

ม่านหมอกของคืนวันได้ผ่านเข้ามารุมเร้าผมให้ต้องเดินทางออกจากบ้าน ฝากทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำอันเลือนรางที่เป็นภาพเก่าที่ไร้คุณค่าสำหรับคนอื่น แต่มันมีน้ำหนักกดทับผมเสมอเมื่อยามคิดถึงมัน ผมไม่รู้ว่าผมก้าวผ่านห้วงเวลาเช่นนั้นมาได้อย่างไร ผมมองไปรอบๆ ก็เห็นเมืองใหญ่เมืองกรุง ถนนที่ผงาดทั้งเรียบทางเท้าและลอยฟ้า รถราที่วิ่งจอแจ ช่วงเวลาขณะที่ผู้คนไปแออัดคลาคล่ำ ตำรวจจราจรคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวอยู่ตรงกลางสี่แยก อาคารแห่งหนึ่งปิดโฆษณาเชิญชวนให้ออมทรัพย์ด้วยการฝากธนาคารเอาไว้ ดูประดุจการสร้างรากฐานเพียงเพื่อรอความผิดพลาด...

ใจผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงป่าเขาในท้องนาที่บ้าน คนในเมืองมากหน้าหลายตา จิตใจแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ยุคก่อนต่างเคยเดินทางผ่านป่าดงดิบที่ไกลลิบที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลกนี้ แต่คุณเชื่อเถิดว่า...ไม่มีสัตว์ป่าตัวใดเลยที่เคยเดินทางผ่านเมือง สัตว์ที่จะอยู่ในท่ามกลางกับมนุษย์เราได้นั้นก็มีเพียงที่เป็นทาส และนกที่เป็นเสมือนกาฝากคือ หมู แมว สุนัข ม้า นกกระจิบกระจาบ นกพิราบและอีกา ผมเชื่อว่ามนุษย์เรากลัวความอ้างว้างรกชัฏ แต่มนุษย์กับไม่กลัวป่าคอนกรีตที่มีรูปทรงเลขา ผลิตและใช้จ่ายทรัพย์พยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้เพียงพอ ผมมีความเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อใดเราใช้ทรัพย์พยากรเกินขอบเขตที่ธรรมชาติจะผลิตหรือเกิดขึ้นทดแทนสิ่งเก่าได้ เมื่อนั้นธรรมชาติก็จะส่งสัญญาเตือนเรา แต่เมื่อเราไม่ฟังธรรมชาติก็จะถาโถมมนุษย์เราโดยที่เราไม่รู้ตัว...

ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าข้างนอกและได้เห็นว่าทีที่ผมซ่อนตัวอยู่นั้นเป็นห้องเช่าเล็กๆ ลูกน้อยของผมนอนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง มองออกไปข้างนอกเห็นเสาคอนกรีตมหึมาอาคารสูงลิบลิ่ว ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีฟ้ากระจ่าง สะท้อนกับสายน้ำเกิดเป็นแสงสว่างของยามกลางวัน เกิดเป็นแรงพลังใจ และความหวังที่คุ้นเคยมอบให้แก่มนุษย์ผู้มีความคิดฝันเพื่อจะอยู่ในวันพรุ่ง ฤดูกาลมักนำสิ่งต่างมาให้เสมือนอย่างน้อยก็อากาศที่เปลี่ยนแปร และแล้วผมก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อลูกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมตัดสินใจพาลูกไปดูหนัง ผมจะพาลูกไปรู้จักกับสิ่งมหัศจรรย์ของยุคเรา ไปรู้จักกับความฝันอันสดใสที่จะมีไดในขณะที่ลืมตาตื่นอยู่ ขณะที่เดินไปตามถนน ลูกของผมก็พูดขึ้นว่า แกจะเข้าห้องน้ำ ผมจึงพาแกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ โชคดีไม่มีใครอยู่เลย ธุระของเราผ่านไปด้วยความเบิกบาน ในขณะที่เราทำธุระอยู่ในห้องน้ำอยู่นั้นเสียงโครกครากดังอยู่รอบๆ ตัวเรา ผมรู้สึกสงบและเป็นสุข ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่หาได้ยาก เมื่อเสร็จแล้วผมก็ออกจากห้อง และตอนนั้นเองได้มีชายจมูกคดก็เดินซอยเท้าเข้ามา ผมคว้าตัวลูกน้อยขึ้นมาอุ้มแล้วลงบันไดออกไปด้านนอกพระอาทิตย์ก็ทักทายเราอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนที่ผมไปถึงโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกเสมือนฝันอยากให้ลูกของผมได้รับรู้ถึงจินตนาการที่มนุษย์เราสร้างขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด หนังบางเรื่องบ่งบอกถึงจินตนาการถึงโลกอนาคตและภัยของเทคโนโลยีที่ตามมา...ที่เป็นเศษเสี้ยวเศษเหล็กและสารเคมีต่าง ๆ ที่เทคโนโลยีสร้างขึ้นแล้วทิ้งให้เป็นภาระของธรรมชาติในการย่อยสลาย แต่ธรรมชาติก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ ต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปีกว่าจะย่อยสลายไปได้ทั้งนี้ก็เป็นเพราะมนุษย์มีความก้าวไกลทางด้านความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และมนุษย์ก็เป็นสายพันธ์เดียวที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อผลของตนเองที่ได้กระทำ บางครั้งก็ยกให้อนุชนรุ่นหลังเป็นผู้มาแก้ไข ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นปู่กระทำ แต่พวกเขากับต้องมารับชะตากรรมของคนรุ่นหนึ่งทำไว้โดยไม่อาจปฏิเสธ...

หนังบางเรื่องก็เล่าถึงอารยธรรมของคนรุ่นเก่าบรรยายธรรมชาติได้งดงาม จนบางครั้งจิตใจผมสงบนิ่งยังกับว่าได้เข้าไปสัมผัสโลกแห่งธรรมชาตินั้นเสียเอง มองในแง่กลับกันผมก็เป็นเสมือนนักดื่มด่ำอารมณ์ภายในจินตนาการ ไม่สามารถเป็นนักดื่มกินธรรมชาติได้อย่างคนอื่นเขา ย้อนมองดูตัวเองแล้วคล้ายผีเสื้อที่ติดค้างหนี้ของธรรมชาติ ดูดดื่มเกสรอิ่มสราญแล้วบินจร เปรียบเสมือนมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาเสพสุขแล้วตายจากโลกนี้ไป ไม่มีทั้งคุณงามความดี ไม่มีทั้งความชั่วให้ใครต้องขุดค้น

ผมซื้อตั๋ว คนเดินตั๋วพาเราไปนั่ง ลูกผมนั่งมองจอตาแป๋วเมื่อหนังเริ่มฉาย ฉากเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ในโลกกว้างปรากฏบนจอ เขตก่อสร้างเก่าที่เหมือนกับกงขังผุดขึ้นในที่รกร้างท่ามกลางเสียงกึกก้องของแรงงานคนที่กำลังทำกันอยู่กับแสงจ้าจัดของไฟช่างเชื่อม พวกฮิปปี้พากันร้องเพลงอย่างอสระเสรีชีวิตพวกเขาคล้ายนกคิดจะโผบินก็บิน คิดจะไปก็ไปคิดจะทำก็ทำโดยไม่คำนึงถึงวันวานหรือกระทั่งวันพรุ่งนี้ ดูประหนึ่งเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาที่เด็กวัยรุ่นบางคนเอาไปเรียนแบบ นักการเมืองผู้คอปรับชั้นโค้งคำนับกัน มอบสาสน์ลับแล้วก็จับมือกันอย่างภาคภูมิเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ฟังดูเศร้าขรึมภายใต้ภาพธงทิวที่โบกสะบัดปลิวไสว แล้วตัดภาพไปสู่ภาพมวลดอกไม้คล้ายกับฤดูใบไม้ผลิเต็มที่ ดอกไม้เหล่านั้นออกดอกบานสะพรั่ง ลูกชายของผมหลับแล้วแกหายใจอย่างสม่ำเสมออยู่ในอ้อมกอดของผม ภาษาของภาพยนตร์ยังคงยากเกินกว่าที่แกจะเข้าใจได้ ผมแตะริมฝีปากลงบนหน้าผาลูกเพื่อทดสอบดูความร้อนในตัวแก พร่างนึกด่าตัวเองที่พาลูกออกมาโดยไม่ถามความรู้สึกในใจเขาบ้าง ผมมองดูลูกอีกครั้งก่อนที่จะมองไปยังทางออก แล้วจึงลุกขึ้นแล้วมุ่งไปสู่ทางออก เดินผ่านคนที่กำลังจ้องมองจอใบหน้าพวกเขาขาวโพลนอยู่ในความมืด และดูเหมือนจะดื่มด่ำกับสิ่งที่กำลังชมอยู่

หลายครั้งที่ผมทักถามตัวเองว่าเมื่อเราเข้าโรงหนังเราต้องการอะไรจากหนังที่เราดูบ้าง หลายคนตอบว่าเราเอาความมันและอารมณ์ผ่อนคลายเป็นหลัก หากเพียงแค่สองอย่างนี้เรารับได้จริงหรือ หนังบางเรื่องก็ให้อารมณ์ที่สุขทุกข์แก่คนดูไม่ใช่น้อย แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ค่อยได้ว่าผมดูหนังเพื่ออะไร มันอาจจะอยู่ที่ห้วงอารมณ์เหมือนใครบางคนเคยบอกเอาไว้ แต่วันนี้ผมกลับดูหนังไม่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าผมดูหนังไม่เป็นก็แล้วกัน เมื่อผมเดินออกจากโรงหนังลูกน้อยของผมก็หลับในอ้อมกอดของผม แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวสว่างจ้าทาบทาทุกพื้นที แสงเต้นระยิบดุจเปลวไปเมื่อมองไปบนถนนยางมะตอย ผมเดินไปเรื่อยๆ หยุดพักบ้างในร่มเงาไม้ที่เย็นสบาย ลูกเหนื่อยอ่อนนอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของผม แสงตะวันเจิดจ้ายังมีเวลาที่อ่อนจาง ชีวิตคนก็เช่นเดียวกันมีเวลาที่เกิดและมีเวลาที่ต้องตายจากกันไป ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาปกคลุ่มมวลสรรพสิ่ง ในความมืดที่อ่อนโยนและอบอุ่นมักซ้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนไว้หลากหลาย ดวงวิญญาณที่อยู่ในอ้อมอกผมเริ่มเติบโตขึ้น ดวงวิญญาณที่ผมอยากปลูกฝังความหวังและความดีงามของทุกสิ่งลงไว้ ไม่ใช่ความกระวนกระวาย ความกลัว และความเห็นแก่ตัว

ผมไม่แน่ใจว่าลูกของผมจะเติบโตขึ้นมาแล้วเป็นคนยังไง และแกจะรู้สึกอย่างไรกับคำว่า อกไหม้ไส้ขม แต่มันก็เป็นภาษที่แน่นอนในความคิดของผมว่า มันคือความเจ็บปวดที่แสนสาหัสยากที่ผู้คนจะรองรับได้ มันเป็นเสมือนลูกธนูเหล็กกล้าหนักหลายสิบตันที่แหวกผ่านอากาศมายังปุบปับ แต่ก่อนที่จะมีลูกคนนี้ ลูกที่ธนูเคยพุ่งมาที่ผม และในตอนนั้นพ่อแม่ก็คอยเป็นคนปกป้องคุ้มครองผม ตอนนี้เองที่ผมรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก ขณะที่กอดลูกแนบอกผมพูดกับตัวเองในใจว่า หากว่าชะตากรรมบันดาลให้ผมมีลูกชายเล็ก ๆ เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมจะไม่พรากไปจากผม ผมเพียงขอให้ตัวเองได้พรากไปจากเขาก่อนจะเป็นการดี แต่บางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้นนอกเหนือการบังคับบัญชาของเรา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความเงียบค่อยๆ ก่อตัวจนเรามองไม่เห็นประดุจเช่นความฝันของผมที่อยากปลูกฝังความรู้สึกมั่นคงและความศรัทธา...อาจจะเป็นด้วยเสียงหายใจเบา ๆ ทั้งความคิดฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าความตายจะมาพรากผมไป...

2006/Mar/27

การสื่อสารระหว่างเรา

ยุคปัจจุบันที่มีการสื่อสารกันอย่างล้นเหลือนี้ หลายคนตกออยู่ในห้วงของการสื่อสารที่ไม่ได้พิจารณาว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่ถูกหรือผิด รู้เพียงว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันสนุก สนุกที่ได้สร้างไวรัสเพื่อเข้าไปทำลายฐานข้อมูลของผู้อื่น รู้สึกว่าในยุคที่มีการสื่อสารอย่างล้นเหลือนี้ ผู้คนคุยกันมากขึ้นแต่ความสัมผัสทางจิตใจกับมีให้กันน้อยลง หลายคนหัวเราะ ร้องไห้กับโทรศัพท์เจ็บปวดกับคนที่คุยด้วยทั้งที่ไม่เห็นหน้ากันเลย แต่ละคนคนต่างก็มีการสื่อสารคนละอย่าง

นนท์คิด นนท์เองก็มีซอกมุมของการสื่อสารกับเขาด้วย แต่คงไม่ใช่การสร้างไวรัสเพื่อเข้าไปเจาะข้อมูลของคนอื่น หากแต่หมายถึงการสื่อสารที่เป็นจดหมายที่บรรจงถ้อยร้อยคำรำพันฝากไปรษณีย์ ส่งถึงอีกผู้หนึ่งที่อยู่ห่างไกล

เป็นถ้อยคำลำนำของความคิดถึง ความห่วงใย ปรารถนาดี นนท์มักจะเขียนจดหมายมากกว่าอย่างอื่น เขาชอบที่จะบรรจงถ้อยคำออกมาเป็นจดหมายที่อบอวลไปด้วยความคิดถึง บางครั้งก็เป็นถ้อยคำที่ให้กำลังใจแก่ผู้อ่าน จดหมายเป็นสื่อที่คลากสิก นนท์คิด

จดหมายเป็นสื่อที่เล่าเรื่องราวของผู้เขียนให้อีกผู้หนึ่งได้รับรู้

จดหมายมักถ่ายทอดความรู้สึกของผู้เขียนซึ่งมีอารมณ์เป็นเครื่องรังสรรค์ ความรู้สึกต่อเติมถ้อยคำ

จดหมายที่ส่งมาถึงที่ส่งมาถึงนทท์ส่วนใหญ่มีเรื่องเกี่ยวโยงกับ

ความรัก ความเศร้า ความหลัง กำลังใจ ความสุข ความทุกข์ จนไปถึงอากาศรอบกาย ฯลฯ

วันเวลาของนนท์หมดไปกับเรื่องสัพเพเหระ จนนนท์เองไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาต่าง ๆ เหล่านั้นหมดลงไปได้อย่างไร แต่มันก็หมดไปแล้ว หากเวลาเป็นเงินเป็นทองอย่างที่คนอื่นเขาพูดกัน นนท์เองคงให้เวลาที่เป็นเงินเป็นทองผ่านมือไปอย่างไร้ค่า

ขณะที่นนท์คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เสียงตะโกนเรียกชื่อเขา

ก็ดังอยู่นอกบ้าน นนท์จึงเดินออกจากห้องลงไปชั้นล่างเพื่อพบคนที่มาหา เมื่อเปิดประตูออกนนท์ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ

เอ้าเป็นไงมายังไงนิดถึงหอบร่างกายสังขารมาหาข้าได้

ฝ่ายนั้นยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย แต่ก็บอกออกมาด้วยคำสั้นว่า

คิดถึงนายว่ะเหมือนดังลมหายใจ สองสามคืนที่ผ่านมาทำอะไรก็เห็นแต่หน้านาย ห่วงว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่าเลยแวะมาเยี่ยม

ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก อย่าโอเวอร์ แต่นายพาใครมาด้วยละตั้งหลายคน

ก็เพื่อน ๆ กัน เขาจะแวะมาหาเพื่อนที่แจ้งวัฒนะ ก็เลยพามาด้วย เอ้าวาด หน่อย หนึ่ง เอก รัตน์ มารู้จักกับนนท์เพื่อนชี้เราหน่อย เราเรียนด้วยกันมา

นนท์มองเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มแห่งไมตรีจิต นานแล้วสิที่บ้านหลังนี้ไม่ได้ต้อนรับใคร นานจนเกือบจะลืมว่าตัวเองยังอยู่บนโลกใบเก่า

นนท์คิดหรือเปล่าว่า การสื่อสารสมัยนี้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปมาก

นิดถามขึ้นในท่ามกลางเพื่อนเมื่อต่างคนต่างอิ่มเปล้กับข้าวเทียงแล้ว และต่างก็เลือกมุมนั่ง มุมนอนตามที่ตัวเองชอบ

พวกเราลองมาวิจารณ์เครื่องสื่อสารสมัยนี้กันหน่อยไหม

เรามาลองมองถึงโทรเลขก่อนเลยนิดว่า เพราะว่าเป็นสื่อแรกที่กำลังจะตายไปพร้อมกับวันเวลา ข้อดีของโทรเลขคือส่งถึงไว ใช้ถ้อยคำกระชับ ขัดใจในบางที ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมการเขียนข้อความโทรเลข ที่นิยมสั้น ประหยัดค่าส่งค่าเวลา บางครั้งบาดใจและทรมานจิตใจผู้รับได้อย่างทารุณ เช่นข้อความว่า ชากลับบ้านด่วนพ่อตายแล้ว กลับบ้านด่วนแม่ป่วยหนัก อารมณ์ความรู้สึกของผู้รับจะเป็นอย่างไร เพราะการสื่อสารมีขีดจำกัดข้อความก็เลยจะห้าวสั้นและบาดลึก...

เรื่องโรแมนติก อารมณ์อ่อนหวานไม่ต้องคิดถึงเลยเพราะโทรเลขไม่มีวันให้คุณซาบซึ้งได้ นอกจากว่าถ้อยคำๆ นั้นจะเป็นพูดที่คนรักคุณประดิษฐ์ขึ้นมาบอกคุณโดยเฉพาะ วันดีคืนดีอาจได้รับโทรเลขมีข้อความว่า เหมือนเดิม ได้รับแล้ว รีบกลับด่วน

อ่านเท่าไหร่มันก็ไม่ซึ้งนายว่าไหม

คือมันไม่อิ่มในอารมณ์

อิ่มในอารมณ์มีด้วยหรือนิด

มีสิ แต่มันเป็นความรู้สึกที่เฉพาะตัวอธิบายยากเพื่อนและยิ่ง

เรื่องร้าย ๆ ที่มาทางโทรเลขมันมักกระทบความรู้สึกของผู้รับอย่างทรมานเหมือนโดนไฟฟ้าช๊อต

อ่านโทรเลขแล้วมันไม่หวานได้อารมณ์เหมือนอย่างจดหมายใช่ไหมนิด

จะว่างั้นก็ได้นนท์ นิดตอบ

แล้ววาดกับคนอื่นละคิดว่าเป็นยังไง

วาดว่าจดหมายมักมีความหวานอยู่ในถ้อยคำของมันเช่นว่า คิดถึงจัง ได้รับจดหมายแล้วนะดีใจมาก ห่วงใยคุณเสมอ จิตใจยังอยู่ดีหรือเปล่า ไว้พบกันใหม่ฉบับหน้าเมื่อความในใจอยากเปิด อย่าทำให้คนอยู่ไกลต้องเป็นห่วงละ รักคุณอย่างที่ไม่เคยรักใคร อยากเห็นหน้าคุณจัง...ฯลฯ คำเหล่านี้เป็นคำที่สวยงาม เป็นคำที่ผู้อ่านซาบซึ้ง และนี้คงเป็นเสน่ห์ของจดหมาย

แต่หน่อยว่าใช้โทรศัพท์ดีกว่าเพราะต่อถึงได้ทันที ได้ยินเสียง ได้พูดโต้ตอบกันเหมือนอยู่ใกล้แต่สิ่งที่โทรศัพท์ไม่มีเหมือนจดหมายก็คือลายลักษณ์อักษร เพราะคำพูดที่พูดแล้วล้วนเลื่อนหายไปไม่อยู่ในความทรงจำนาน ไม่สามารถนำกลับมาอ่านซ้ำอีกได้ ที่สำคัญเป็นสื่อที่ต้องเสียงเงิน ทั้งมีการหลอกลวงกันโดยต่างคนต่างก็ไม่รู้จักชื่อจริงและที่อยู่จริงของกันและกัน

นี้ยายหน่อยแค่โทรศัพท์พูดคุยกันนะต้องรู้จักชื่อจริงที่อยู่ของกันด้วยหรือ หนึ่งว่า

ก็แค่คุยกันทางโทรศัพท์นี้ละ ที่ผู้หญิงโดนหลอกไปข่มขืนมานักต่อนักแล้วต่างแต่ว่าใครจะกล้าพูดออกมา บางคนร้องไห้ หัวเราะกับโทรศัพท์ กระทั่งเด็กตัวกระเปียกก็สร้างหนี้สินกับคลื่นโทรศัพท์ที่มองไม่เห็นแต่ควักเงินจากกระเป๋าของพ่อแม่เด็กนั้นไป โทรศัพท์มือถือไม่เหมาะสำหรับคนมีรายได้น้อย เพราะจะเป็นการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น และในยุคปัจจุบันที่คราบการบริโภควัตถุนิยมครอบงำเราคนพูดอะไรไม่ได้นัก...

หนึ่งออกความเห็นบ้างว่า พอมีโทรหรือแฟกซ์ขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานระว่างความเร็วของโทรศัพท์เข้ากับการสื่อสารด้วยตัวอักษร

แต่ถึงกระนั้นกระดาษแฟกซ์ก็ไม่สามารถสร้างความรู้สึกที่ดีได้

เท่ากับการเห็นลายมือจริงที่มากับจดหมาย หน่อยแย้ง

ได้เห็นลายมือที่นอนแน่นิ่งรอผู้อ่านเพ่งสายตาอ่านที่ละบรรทัดที่ละอักษร อย่ากลัวว่ามันจะตกหล่น หรือเห็นกระดาษเขียนที่มีแบบต่าง ๆ ย่อมให้ความรู้สึกแปลกออกไป และที่สำคัญจดหมายมีความเป็นส่วนตัว ซึ่งกระดาษแฟ็กซ์ทำไม่ได้ เธอคงรู้นะหนึ่งกระดาษแฟกซ์เป็นกระดาษที่มาอย่างเปิดเผย ผู้รับไม่มีโอกาสได้ละเลียดเกะ หรือบรรจงตัดซองเพื่ออ่านข้อความข้างใน เออยายชอบความลับ...

นี่พวกเธอลืมดูเพจเจอร์แล้วเหรอ หนึ่งเอ่ยขึ้น

พวกเรานึกว่านายหลับไปแล้วเสียอีก

ยังเรานอนฟังอยู่ แต่พวกนายลืมไปอย่างหนึ่ง ดูเหมือนว่าลืม

เพจเจอร์ซึ่งเป็นสื่อที่เกิดไวตายเร็ว และตอนนี้สื่อที่ไม่ต้องเยี่ยวยารักษามีสองอย่างคือโทรเลขกับเพจเจอร์ เพราะรักษาเยี่ยวยาอย่างไรก็ไม่รอด (ปล่อยให้ตายไปกับกาลเวลา) และสิ่งที่ต้องใช้ใน

เพจเจอร์ก็โอนเข้าไปอยู่กับโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว

เพจเจอร์นะจะส่งข้อความเมื่อไหร่ก็ได้ ส่งที่ไหนก็ได้แต่ส่งในที่ไกลมากไม่ได้ หากส่งข้อความที่อบอุ่น ส่งมากับความคิดถึง แต่ตัวเองอยู่กลางป่าละก้อ สัญญาณคงรับไม่ได้เพราะถูกป่าปิดล้อมไว้หมดแล้ว การส่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย

ข้อเสียของเพจเจอร์คือส่งข้อความได้สั้น อีกอย่างต้องอาศัยเจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์เป็นผู้จัดการส่งข้อความให้ ดังนั้น หากชายใด หญิงใดที่คิดจะส่งข้อความอันหวานซึ้งกินใจ กรุณาทำใจไว้ก่อนเพราะเจ้าหน้าที่ส่งสารให้เขาอาจแอบอ้วก แอบหัวเราะ แอบอิจฉา แอบล้อเลียน หรือนินทาต่อข้อความของคุณที่ส่งไปก็ได้ คะคุณนักวิชาเกิน

วาดสับหยอก แล้วพวกเราก็หัวเราะกัน

ดีหน่อยก็อาจจะแอบยิ้มกับคำหวาน ๆ นั้น หนึ่งว่า สื่อสารล่าสุดละพวกคืออะไร ไม่มีสื่อสารล่าสุดหรอกเพื่อนตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีวิวัฒนาการทั้งพัฒนาการสร้างสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

ไอ้รัตน์ออกความเห็นหน่อยสิ สื่ออย่างล่าสุดไงเพื่อนที่มีครบทั้งภาพและเสียง เป็นวิวัฒนาการของสื่อทุกชนิด อะไรละเพื่อน ๆ พร้อมใจกันถาม เอ้าก็คอมพิวเตอร์ไงละ คอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่ทันสมัยและรวดเร็วที่สุด และเป็นสื่อที่คนสมัยนี้นิยมกัน สื่อชนิดนี้ใช้ไปในทางที่ดีก็อย่างมหาศาล แต่หากใช้ไปในทางที่เลวก็อันตรายอย่างมาก เหมือนที่เป็นข่าวกันอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์

พาหนะที่นำสารไปส่งถึงที่หมายปลายทางของคอมพิวเตอร์คือ อีเมล์ (e-mail) อีเมล์ก็คือจดหมายอีเล็คทรอนิกส์ที่ต้องส่งผ่านอินเตอร์เน็ตอีกต่อหนึ่ง ส่งได้ทั้งภาพพร้อมทั้งเสียง หรือจะส่งภาพพร้อมกับเสียงดนตรีก็ยังได้ หรือคุณนนท์จะส่งครบชุดทั้ง อักษร ภาพ เสียงเลยก็ได้

หากแต่เวลาจะรับส่งต้องทำหน้าคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ใช่ครับ คุณนนท์ผู้บ้าจดหมาย

นิดแย่ง ไม่เหมือนจดหมายหรอกนนท์ที่จะเขียนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์นับว่าเป็นวิวัฒนาการของสื่อสมัยนี้ จำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ไว้บ้าง แม้จะไม่ได้ใช้เลยก็ตามที การสื่อสารที่พวกเรากล่าวมาล้วนแต่เป็นวิวัฒนาการของกาลเวลา แต่ละยุคแต่ละสมัยได้เคยใช้มาแล้ว แม้สมัยนี้สื่อบางชนิดคนเราอาจไม่ค่อยได้ใช้ก็ตามที

นนท์สรุป แต่ละคนลองให้นิยามของการสื่อสารมาสิ

นิดเอ่ยขึ้นว่า

เราขอเรียกคำย่อของการสื่อสารเฉพาะตัวว่า หดสั้น รวบรัด ขัดใจ โทรเลข และใกล้จะตายไปพร้อมกับกาลเวลา...

วาด

บรรจงเปิด เกิดความรู้สึก นึกเมื่อไหร่เขียนได้เมื่อนั้น จดหมาย ๆ ยังคงเป็นไปอยู่ ดำเนินไปอย่างนิ่มนวล ตราบเท่าความรู้สึกของคนยังมีให้กันส่งถึงกันอยู่...

หน่อย

เกิดไว ตายเร็ว ความรู้สึกผูกพันน้อย เพจเจอร์

หนึ่ง

วัตถุนิยม กลลวง ใช้ง่าย จ่ายเร็ว สร้างหนี้ คล้ายจำเป็น โทรศัพท์

เอก

ครบเครื่อง รวดเร็ว ทันใจ พัสดุเยอะ ราคาแพง อาจจะไร้ความจริงใจในบางครั้ง ( คนใช้คอมบางคน ) คอมพิวเตอร์

รัตน์

พวกนายพากันพูดหมดแล้วจะให้เราพูดอะไรละ การสื่อสารทุกอย่างมีวิวัฒนาการมาแบบไม่เป็นพิษเป็นภัย มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะนำไปใช้ในทางใด หากนำไปใช้ถูกทางก็ย่อมเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ดีก็ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายยิ่งยวด มันอยู่ที่เราจะเลือกใช้ด้านไหนเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีสองด้านเสมอ...

หากคุณรู้สึกเหงา จะดีกว่าไหมที่เราจะหากระดาษ หรือเตรียมโปสการ์ดติดตัวไว้เพื่อเขียนหาเพื่อนบ้าง เขียนหาคนคุ้นเคยกระทั่งเขียนหาตัวเอง...บอกความคิดถึงห่วงใยส่งกันกัน ให้กำลังใจแก่ตัวเอง ในวันที่คุณไม่มีไม่มีใคร คุณน่าจะหากระดาษมาไว้ใต้หมอน...

เพื่อจะถือโอกาสระบายความรู้สึกในใจที่มันคุกกรุ่นนั้นออกมาเป็นตัวอักษรสื่อสารถึงกัน ซึมแต่อย่าเศร้า เหงาก็อย่างเงียบ เงียบแต่อย่าเก็บกด เก็บกดแต่อย่ากดดันตัวเอง คิดถึงก็บอกออกไป ส่งข่าวถึงเพื่อนผู้ห่างไกลให้เขาได้รับรู้บ้างว่า...คิดถึงห่วงใย

ข้อเสียของจดหมายคือการถึงช้า รอนานหน่อย ไม่ทันใจ ยากต่อการเข้าใจว่าผู้ส่งเป็นคนเขียนเองหรือไม่ หากว่าคนอื่นคนแทน ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ในภาษาอักษรที่สื่อถึงกันนั่นย่อมหมายถึงมิตรภาพไมตรีจิตที่เราต่างมีให้กันกับวันเวลาที่ผ่านมา...

จดหมายเป็นสื่อรักที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นสื่อที่ให้ความรู้สึก สัมผัสได้ อิ่มอกอิ่มใจในตัวอักษรที่สื่อถึงกัน ความรู้สึกเช่นนี้ไม่มีในสื่อชนิดอื่น ๆ แม้กาลเวลาในสมัยปัจจุบันจะมีสื่อต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายหลายชนิด แต่ผมก็ยังเชื่อว่าไม่มีสื่อชนิดไหนจะให้ความรู้สึกที่ดี ความทรงจำอันงดงามได้เท่ากับจดหมาย

..........

วิฬาเถื่อน

6 กรกฎาคม 2548

2006/Mar/21

บาดแผลที่มองไม่เห็น

แสงแดดสีเหลืองอ่อนของยามบ่ายค่อนข้างปลอดโปร่ง ทอแสงอยู่ร่ำไร ก่อนที่เมฆหมอกสีดำจะเข้ามาบดบังแทนที แสงสะท้อนค่อย ๆ ถูกกลื่นจนกลายเป็นมืดมน

ทั่วท้องฟ้ามืดครึ้มทาบทาหลังคาโบสถ์วิหารเป็นเงาเลื่อมซ้อน เงาของต้นโตใหญ่หายไปกับความมืดที่ถูกปกคลุม แล้วฝนก็โปรยปลายลงมาดุจมีคนว่านเมล็ดเงินลงสู่พื้นดินสวยงามและนิ่มนวล

ศาลาพักร้อนที่ไม่ค่อยมีคนดูแล มีคนเข้าไปอาศัยเพื่อหลบฝน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ...บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นคุณค่า ก็มีคุณค่าความหมายเมื่อถึงเวลาของมัน ฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างเราวัดเพียงตาเปล่าอย่างเดียวไม่ได้...

จิตตรามองผู้คนที่มาในงานฌาปนกิจศพวันนี้บางคนคล้ายสูญเสียจิตวิญญาณ จิตวิญญาณไม่ได้ถูกซื้อแต่ถูกสังคมตีกรอบให้ทำตามกฎเกณฑ์ เสแสร้งตามเงื่อนไขนั้น

งานศพยังคงดำเนินไป คนตายมอดไหม้ คนอยู่ยังคงต้องแสดงบทบาทจนกว่าชีวิตเราจะถึงเวลาสิ้นสุดและมอดไหม้ คนตายไม่มีบทให้เล่น คนอยู่ยังต้องเล่นบทต่อไป แขกเหรื่อที่มาเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับส่วนมากเป็นสภาพสตรี รถเก๋งคันแล้วคันเล่าวิ่งเข้ามาจอดในบริเวณวัด ทำให้บริเวณวัด แคบลงถนัดตา บรรดาสภาพสตรีเหล่านั้นมีทั้งวัยสาว วัยกลางคนต่างแต่งกายด้วยชุดดำ เป็นการไว้ทุกข์ไว้อาลัยให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย แม้กระนั้นทุกคนก็ดูสดสวยด้วยชุดที่ตัดเย็บอย่างดี นำสมัย ตามแฟชั่น บางคนสวยด้วยเครื่องประดับเพชร เครื่องทองประดับกายสวยด้วยการแต่งแต้ม บางก็สวยด้วยการเม้คอัพใบหน้าด้วยเครื่องประทินผิว การเยื้องกายก้าวย่างล้วนมีลีลาอยู่ในที การยกมือไหว้หรือแสดงความคารวะคนรู้จักและคนไม่รู้จักคล้ายการแสดงละครฉากหนึ่ง ซึ่งบางคนไม่ได้ทำออกมาจากใจ ต่างก็มีม่านมายาเฉพาะตัว...เศรษฐีนีม่ายกับลูกสาววัยกำดัด ผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติในวงสังคมคนกรุง ทั้งมักจะมีชื่อปรากฏในคอลัมน์บุคคลของสังคมบ่อย ๆ ภาพสุภาพสตรี และบุรุษในวงการต่าง ๆ ผ่านสายตาของจิตตราและนิตยาไปเรื่อย ๆ เช่น โฆษกสถานีวิทยุ ผู้จัดรายการเพลงสำหรับวัยรุ่น ดาราสาวสวยผู้มากบทบาทมากับแฟนหนุ่มดาราหน้าใหม่ นักแสดงและพิธีกรสถานีโทรทัศน์ซึ่งกำลังหอมฟุ้ง ดุจฤดูกาลแย้มบานของดอกไม้ ดาวยั่วดวงใหม่ในวงการภาพยนตร์และทีวีมาพร้อมกับดาวยั่วดวงเก่าที่อับรัศมีไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีหมอนวด คนร่ำรวยผู้อยู่ในวงสังคมเรียกว่าไอโซ

หลายคนเมื่อมาพบกันแล้วต่างก็ยิ้มแย้มให้กัน ทั้งที่รู้จักมักคุ้นกระทั้งไม่รู้จัก ยิ้มของหญิงสาวนั้นเหมือนจะบอกกันและกันว่า เธอเองคงไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่หรอก ถ้าหากคุณไม่พูดเรื่องของฉัน ฉันก็จะไม่พูดเรื่องของคุณเช่นกัน เข้าทำนองว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ชีวิตของผู้ล่วงลับจบสิ้นแล้ว แต่ชีวิตของจิตตราและนิตยายังต้องก้าวเดินต่อไป จิตตรามองโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่กับที่คล้ายคำนึงถึงอะไรบ้างอย่าง...

นิตยามือชาเย็นหัวใจเย็นวาบหวิวคล้ายคนหายใจไม่ออก เหงื่อในกายหลั่งออกมาจนมือชุ่ม นิตยามางานศพนี้เพราะรู้สึกสำนึกขอบคุณหมอรัชนีผู้ล่วงลับ แต่นิตยาก็หวนนึกถึงความหลังอันปวดร้าวของเธอมันได้กลายเป็นตราบาปที่หล่อนไม่กล้าจะบอกใคร ทั้งเป็นม่านหมอกที่กัดกินจิตใจเธอ เมื่อยามที่เธอเห็นคนท้อง หรือเด็กเล็กที่ตายก่อนวัยอันควร นิตยาจะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในใจและรวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก... นิตยารู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วย่อมไม่อาจหวนกลับคืนมาได้

บางครั้งนิตยาก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้คนสมัยนี้ ทั้งห่วงกังวนคล้ายกลับเธอเอาเรื่องของคนอื่นมานั่งครุ่นคิดเป็นเรื่องของเธอเอง ปัญหาวัยรุ่นสมัยนี้อันตรายกว่าสมัยก่อน ๆ เพราะสมัยนี้การสื่อสารทั้งวิวัฒนาการอะไรต่างๆ ก็มากแต่กลับการป้องกันหรือการรักษานั้นเป็นเรื่องยากมาก ปัญหาซึ่งมีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเด็กเสียตัวก่อนวัย การแข่งขันกันทำสถิติเรื่องการมีเซ็กส์ มีเพศสัมพันธ์ของเด็กผู้หญิงมัธยม ทั้งผู้ชายก็อวดกันเรื่องกินเหล้า อวดกันเรื่องดูบุหรี่ กระทั่งเสพยาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นนั้นหากนำมาเขียนก็คงเต็มกระดาษ A4 ทั้งเรื่องแฟชั่น ยุควัตถุนิยม บริโภคแฟชั่น ไม่คิดถึงความเป็นจริง อยากได้สิ่งของโดยไม่คิดทำอะไร หาความสุขอย่างฉาบฉวย เรียนรู้วิธีหาความสุข แต่ไม่เรียนรู้วิธีป้องกัน เรื่องเข้ามาอยู่ในห้องเช่าเดียวกันโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่ มีคู่ในวัยเรียนและปัญหาที่ตามกาก็คือการทำแท้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องจะสิ้นสุดเพียงเท่านั้น ยังมีเงื่อนงำทางศีลธรรมอีกที่สังคมหยิบยกขึ้นแต่ชีวิตของเด็กวัยรุ่นน้อยคนนักที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้

อาชีพหมอทำแท้งเป็นอาชีพนักบุญในคราบคนบาป เป็นผู้ผดุงความชั่วให้คงไว้อย่างสวยงาม รักษาหน้าตาให้แก่คนเป็น ผู้ที่ฆ่าลูกตัวเองได้ก็ช่างเลือดเย็น หัวจิตหัวใจเหมือนมีผีร้ายเข้าสิงสู่อยู่ในใจหล่อน ...สิ้นหมอมือมีดผู้เยี่ยวยารักษาบาดแผดด้านมืดทางจิตใจของสังคมที่เน่าเฟะแล้ว บางคนรำพึงรำพันด้วยความขอบคุณ บางคนนึกถึงความเจ็บปวดเมื่อเวลาหมอปักเข็มฉีดยาลงบนผิวเนื้อที่เร้นลับ และอ่อนละมุน... แล้วความหลังอันเป็นม่านหมอกทางความรู้สึกก็ผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึกของนิตยา

รถยนต์ฮอนด้าสีงาช้างวิ่งเข้ามาในลานตึกของคลินิกแห่งหนึ่งย่านสาธร หญิงสาวสองคนเดินลงจากรถแล้วเข้าไปในคลินิก จิตตราเธอเคยมาที่นี้บ่อยไหม หญิงสาวที่เดินตามหลังเพื่อนถาม มาไม่บ่อยนักเพื่อน ถึงคลินิกแล้วเธอกลัวหรือนิตยา ใช่ฉันกลัวนิตยาตอบ เธอไม่ต้องกลัวฉันรู้ดีว่าคลินิกแห่งนี้มีห้องสี่ห้อง สองห้องสำหรับให้คนไข้นั่งรอและเป็นห้องพยาบาทไปในตัว อีกสองห้องเป็นห้องจ่ายยาและที่พักส่วนตัวของหมอ บางคราวก็เป็นที่พักของคนไข้ที่มาใช้บริการ และมีห้องลับอยู่อีกสองห้องซึ่งมองเผิน ๆ แล้วย่อมไม่รู้ว่ามีห้องที่ต่อกันออกไป ฝาผนังฉานด้วยสีเขียวอ่อน มีคูน้ำซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นคลองยาว มีผ้าดำมัดทิ้งระเกะระกะอยู่ข้างล่าง บางถุงกองทับกันอยู่ รับรองว่าไม่มีใครรู้ว่าเธอมีทำอะไรที่นี้

หมอจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้ อีกฝ่ายพูดด้วยความวิตก รับสิจ๋ะ ...หมอรับคนที่รู้จักกันเท่านั้น อย่างเธอนี้สบายมาก และฉันก็เคยเป็นคนไข้ของหมอมาแล้วนี้นา จิตตราปลอบใจเพื่อนซึ่งตกอยู่ในห้วงกังวลและตื่นกลัว เดินถึงหน้าประตู จิตตราพาร่างอันผุดผ่องเดินไปกดกริ่งเรียก นิตยาเดินตามหลังมาอย่างคนไร้ร่าง สักครู่มีสาวใช้ออกมาเปิดประตูให้ และทักทายผู้เป็นแขกของหมออย่างคุ้นเคย

หมออยู่หรือเปล่า

อยู่คะ

มีคนไข้ไหม

ไม่มีหรอกค่ะ

เอ...ระยะนี้ไม่มีคนไข้เลยหรืออย่างไร

มีค่ะ แต่มีเฉพาะคนไข้ธรรมดา แค่ปวดหัว ตัวร้อนเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าคุณหมอจะไม่ค่อยรับคนไข้เฉพาะทางเท่าไหร่

คุณหมอไม่รับคนไข้ที่มาทำ...หรือ ยังไงไม่ทราบค่ะ

คุณลองเข้าไปติดต่อดูเองสิค่ะ ไปเปิดประตูด้านหลังให้รถเข้าด้วยนะ จิตตราพูดแล้วก้าวเข้าไปนั่งคอยเพื่อนตรงหน้าระเบียงด้านข้าง ครู่เดียวนิตยาก็เดินขึ้นมา พอดีกับที่หมอรัชนีมา จิตตราจึงแนะนำให้หมอทราบ

เพื่อนจิตตราคะหมอ ชื่อนิตยา หวังว่าคุณหมอคงเคยเห็นและได้ยินมาบ้าง นิตยาเป็นฟรีเซ็นเตอร์โฆษณาและดาราโทรทัศน์ค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอ นิตยากระพุ่มมือไว้นอบน้อม เมตตาหนูด้วยเถอะนะคะ หนูขอร้องให้จิตตราพามาหาคุณหมอ เพราะเขาเคยมาทำกับคุณหมอ นี่หนูก็ลางานมาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น

หมอรัชนีเพ่งสายตาดูหญิงสาวพร้อมกับรับไหว้ ถามยิ้ม ๆ ว่า กี่เดือนแล้วค่ะ

สี่เดือนกว่าค่ะ

พ่อเด็กมีหรือเปล่าค่ะ หมอถามตรง ๆ เห็นนิตยาอึกอักอยู่จึงค่อยพูด ไม่ต้องปิดหรอกค่ะ หมอทำมามากแล้วทั้งต่างจังหวัด และในกรุงเทพ ฯ นับเป็นร้อยถ้าหมอเอ่ยชื่อคนมีหน้ามีตาให้ฟัง รับรองว่าหนูต้องรู้จักทุกคน

ไม่มีเป็นตัวเป็นตนอย่างถูกต้องหรอกคะ หนูถูกควบคุมไปตามรายการที่เขาสั่งโดยที่หนูรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โธ่น่าสงสาร หมอรัชนีอุทานอย่างเห็นใจ หมอบอกตรง ๆ เลยนะ ระยะนี้หมอดวงตก มือตกไม่รู้ว่าเข้าปีอะไร ชะตาถึงได้แย่อย่างนี้ หมอไม่ได้รับคนไข้เลยนะเกือบสามเดือนแล้ว ก่อนที่หมอจะหยุดรับ มีเรื่องบางอย่างที่หมอไม่อยากคิดถึงมัน... หมอหยุดถอนหายใจอย่างหนัก

ไม่น่าเป็นไปได้เลย หมอสงสารคนไข้ที่หน้าตาสวย ๆ คนนั้น ไม่น่าจะอายุสั้นเลย

คุณหมอค่ะ หมอต้องช่วยหนูนะค่ะ นิตยาทำเสียงวิงวอน เพื่ออนาคตหนู หนูต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ และส่งเสียน้อง ๆ อีกหลายคน ถ้าหนูต้องออกจากงาน อีกหลายชีวิตก็จะต้องลำบาก ชีวิตหนูนี้ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ครอบครัวของหนูสิค่ะ ไม่รู้จะเป็นอย่างไร

หมอรัชนีมองหน้านิตยาอย่างใช้ความคิด เป็นสายตาแห่งความลังเลและใช้ความคิด หมอรัชนีนั่งมองนิตยาอย่างใช้ความคิด แม้ว่าวัยของหมอจะล่วงสี่สิบกว่าแล้ว หมอก็ยังสาวพราวเหมือนสาว ๆ หมอเป็นคนอวบและขาว เหตุที่ทำให้ผู้หญิงแก่วัยคือการมีสามีและลูก เนื่องจากหมอไม่มีสามีและลูก จึงไม่มีอะไรทำลายความงามของหมอเลย หมอรัชนีพรั่งพร้อมไปด้วยสมบัตินอกกายทุกอย่าง แต่สมบัติภายในกายของหล่อนนับวันยิ่งเหือดแห้งลงไปทุกที

แล้วหมอรัชนีก็พูดทำลายความเงียบขึ้น เอาเถิด...แล้วหนูค่อยมาใหม่ ไว้ให้หมอคิดดูก่อน

คุณหมอค่ะ สงสารหนูเถิดค่ะ นิตยาพูดด้วยน้ำตาคลอ

ถ้าคุณหมอให้หนูกลับไปตอนนี้ หนูกลัวว่าร่างกายจะไม่พร้อม จิตใจไม่เข้มแข็งพอ และหนูคงจะเข้าไปทำงานไม่ได้ รับหนูไว้เถิดนะคะ หนูไม่กลัวตายหรอกค่ะ คุณหมอจะเรียกค่าเสียเวลาเท่าไหร่หนูยอมทั้งนั้น

หน้าตาของหนูถูกชะตาของหมอมาก เอ้า...ทำก็ทำ เมื่อเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึง หมอรัชนีได้เตรียมห้องพักฟื้นไว้ให้สำหรับหญิงสาว และเริ่มลงมือกระทำในอีกสองวันต่อมา

ห้องนั้นเปรียบเหมือนแดนประหาร มีขนาดกว้างสามเมตรยาวห้าเมตร นิตยาเปลื้องผ้าล่อนจ้อนท่ามกลางแสงนวลใยของไฟฟ้าขับผิวของหล่อนให้ดูเนียน หญิงสาวกระบิดกระเมี้ยน หันด้านข้างให้หมออย่างกระดากอาย หมอรัชนีชำเลืองมอง แล้วสารวนอยู่กับเข็มฉีดยา นิตยายกมือซ้ายขึ้นทาบปิดถันทั้งสองข้าง มือขวาพยายามป่ายปิดของลับ

หนูไม่ต้องอายหมอหรอก หมอก็เป็นผู้หญิงเหมือนหนู มีอะไรๆ เหมือนหนูทุกอย่าง นิตยาอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นหมอเตรียมเครื่องมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นอนแผ่อย่างว่าง่าย

คุณหมอขา ทำให้เร็ว ๆ ได้ไหมคะ

ได้ค่ะ แต่ต้องเจ็บมาก เพราะต้องฉีดยาวันเว้นวัน ประมาณสี่วันก็ออก

คะ คะ คุณหมอทำอย่างนั้นนะคะ หนูทนได้ค่ะ

เมื่อทุกอย่างพร้อมการกระทำที่มนุษย์ไม่ควรทำต่อกันก็เริ่มขึ้น ...ขาทั้งสองของนิตยาถูกรัดอยู่กับขายางของเตียง ถ่างอ้าออกเพื่อสะดวกแก่การกระทำ หล่อนเอี้ยวสะโพกบิดอย่างอดหวั่นไหวไม่ได้ หมอรัชนีอาศัยแสงไฟส่องเข้าไปในช่องคลอดเพื่อความกระจ่างชัด แล้วบรรจงสอดเข็มฉีดยาเข้าไป นิตยาสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเข้มแปลบเข้าเนื้อ เริ่มรู้สึกชา ความเจ็บปวดแสดงฤทธิ์ที่ละน้อยๆ หญิงสาวขนกรามแน่น อดทนต่อความเจ็บปวด

หนูนอนนิ่ง ๆ สักครูก่อนนะ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น ต้องนึกเสียว่าเป็นความผิดของหนูเอง และต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ หมอเตือนอีกครั้งอย่างเห็นแก่ตัว

ค่ะ ค่ะ หนูจะไม่ให้เดือดร้อนถึงหมอหรอก

เด็กหัวแข็งมาก หมอพูดในวันที่ห้า และฉีดยาให้เป็นเข็มที่สี่ ความเจ็บครั้งนี้ทำให้นิตยาจดจำไปจนวันตาย หล่อนครวญครางผ่านริมฝีปาก สองมือกำแน่น กัดฟันกรอด เหงื่อซึมออกมาเป็นเม็ด ๆ เต็มหน้าดวงตาหลับสนิท

โอย....เจ็บเหลือเกิน คุณหมอเจ็บเหลือเกิน หนูเจ็บจะตายอยู่แล้ว .....

อดทนหน่อยสิค่ะ ทำใจแข็ง ๆ ไว้ เข็มสุดท้ายแล้ว หมอปลอบ

หนูเข็ดแล้วค่ะ เจ็บเหลือเกิน เจ็บ......

แปลบสุดท้ายของเข็มฉีดยา นิตยาเจ็บแทบขาดใจ รู้สึกอ่อนเพลียหมดกำลัง ท้องน้อยเริ่มปวดเหมือนถูกบิด หล่อนส่งเสียงครางเบา ๆ

นอนพักให้นาน ๆ นะคะ เข็มนี้ออกแน่ หมอพูดพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบริเวณใบหน้าให้

วันรุ่งขึ้น ก้อนเลือดที่กำลังก่อเป็นร่างมนุษย์ก็ทะลักออกมา เขียวไปทั้งก้อน หญิงสาวไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย ไม่แยแสแม้แต่จะมองว่ามันมีลักษณะอย่างไร หมอผู้ทำหน้าทีรีดเค้นเอาไปทิ้งลงกระโถนปัสสาวะ และโยนสำลีซับเลือดสด ๆ ทิ้งตามลงไป

นี้แหละมนุษย์...มนุษย์ที่ยกย่องกันว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่การกระทำของบางคนมันประเสริฐตรงไหน? แตกต่างจากสัตว์ที่ไร้ความคิดตรงไหน? สัตว์มันทำได้อย่างคนบางคนหรือ ?

ถ้าคนผู้เป็นพ่อแม่ได้มาเห็นภาพลูกสาวทำเช่นนี้ ท่านคงจะต้องหยุดยิ้ม คงจะเกลียดความโหดเหี้ยมโหดร้ายของหญิงสาวผู้เป็นลูก แต่นิตยาผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้แต่เก็บความขมขื่นที่ตัวเองได้กระทำนั้นไว้ในใจ มันได้กลายมาเป็นบาดแผดที่มองไม่เห็น แต่กัดกินความรู้สึกของหล่อนจนไม่อาจทนทานรับได้ หญิงสาวแม้ยามนอนก็ฝันร้าย ในฝันนั้นมีคำถามอยู่ว่า ไฉน หญิงที่เป็นเพศแม่จึงไร้น้ำใจต่อบุตรในอุทรเพียงนี้ นิตยาตื่นขึ้นมาได้แต่ร่ำไห้ผู้เดียว หล่อนจะร้องไห้ให้แก่ใครได้นอกจากตราบาป และความรันทดที่ตัวเองกระทำ....

หมอรัชนีผู้ที่ล่วงลับเป็นเหมือนนักบุญสำหรับคนบางคนที่ไม่มีทางเลือก ในชั่วการตัดสินใจที่มีเพียงลมหายใจชั่วผ่าน มือของหมอรัชนีเป็นดุจเพชฌฆาต หัวใจแข็งกระด่างเหมือนมีฝีสิงสู่อยู่ในกาย หมอรัชนีผู้พรากชีวิตที่เป็นก้อนเนื้อแล้ว และทำให้ชีวิตเหล่านั้นไม่มีวันได้เกิดมาเห็นเดือนเห็นตะวัน ความงดงามของชีวิตไม่มีสำหรับเด็กเด็กที่อยู่ในท้องแม่ผู้ตัดสินใจฆ่าลูกทิ้ง ...โดยที่ชีวิตที่เป็นก้อนเนื้อไม่มีวันรู้เลยว่าเขาถูกลิขิตชีวิตแล้ว หลายครั้งที่นิตยาตั้งคำถามผู้ที่มีเข้ามามีอาชีพเป็นเพชฌฆาตทำแท้ง...แต่นิตยาก็ได้รับคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ อาจเป็นเพราะอาชีพนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคมอันเน่าแฟะอย่างในปัจจุบัน ทั้งเป็นความสมัครใจของหญิงสาวเองที่พวกเธอได้เลือกแล้ว และหมอรัชนีก็เป็นเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเธอในเวลานั้น เพราะพวกเธอไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่านั้น...

รอยแผลที่พวกเธอได้สร้างขึ้นนี้ แม้จะเป็นรอยแผลที่มองไม่เห็น แต่มันก็จะกัดกินความรู้สึกของพวกเธอ เมื่อได้คิดถึงมัน ความเป็นแม่ที่มีอยู่ในใจของพวกเธอช่างเหลือน้อยเหลือเกิน จนบางชีวิตต้องตั้งคำถามว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะถูกเขาฆ่าทิ้งตั้งแต่อยู่ในท้องเชียวหรือ หากเป็นเช่นนั้นสายใยชีวิตที่บางเบา ที่เรียกกันว่าสวยงามก็คงจะสูญสิ้น ใยเลยชีวิตทำไมโหดร้ายนัก...